Google Ads คือช่องทางการทำโฆษณาออนไลน์ที่กำลังมาแรง ในบทความนี้เราจะมาดูกันว่า Google Ads คืออะไร มีหลักการทำงานอย่างไรบ้าง และตัว Google Ads สามารถช่วยให้ธุรกิจของเราเติบโตขึ้นได้อย่างไร

เริ่มต้นเลย Google Ads (Google Adwords) ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2000 โดยบริษัทไอทียักษ์ใหญ่ที่มีชื่อว่ากูเกิ้ล เริ่มต้นมาจาก Search engine ที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี กูเกิ้ลเริ่มเข้ามามีบทบาทอยู่ในการดำเนินชีวิตของเรา ทุกวันนี้มีผู้คนจำนวนมากเข้ามาใช้กูเกิ้ล เพื่อค้นหาสิ่งที่ต้องการ ทุกครั้งที่มีการค้นหาจะเกิดความต้องการซื้อหรือใช้บริการ แต่เราจะมั่นใจได้ยังไงว่าจะเจอเวบไซต์ที่พร้อมจะตอบสนองการต้องการเรา ประเด็นนี้เป็นจุดสำคัญที่ทำให้เกิดการทำโฆษณาบนหน้าผลการค้นหาของกูเกิ้ล

การทำโฆษณาบน Google Ads มีหลายรูปแบบแต่ละรูปแบบขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ในการทำโฆษณา หรือเราสามารถเรียกได้ว่าเป้าหมายการโฆษณาที่ซึ่งช่วยให้เรารู้จักตลาดธุรกิจของเราได้ดีขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ยอดขาย, การเข้าชมเว็บไซต์, การรับรู้ถึงแบรนด์และการเข้าถึง เป็นต้น

Google Ads

1. Search Campaign – คือการทำโฆษณาให้ขึ้นในหน้าผลการค้นหาของกูเกิ้ล ตามคีย์เวิร์ดที่ผู้ลงโฆษณาต้องการ สามารถสังเกตุได้จากข้อความเล็กๆมุมบนที่แสดงคำว่า โฆษณา หรือ Ad วัตถุประสงค์ของแคมเปญประเภทนี้คือการเน้นให้คนเข้าถึงเว็บไซต์ของเราตามคีย์เวิร์ดที่ผู้ใช้งานค้นหาผ่านกูเกิ้ล ยกตัวอย่างเช่น "คอนโดติดรถไฟฟ้า" จะสังเกตได้ว่าคีย์นี้มีการแข่งขันที่ค่อนข้างสูง มีโฆษณาปรากฎถึง 4 อันดับแรกสุดของผลการค้นหา

ตัวอย่างโฆษณา Google Search Ads

แล้วกูเกิ้ลใช้วิธีอะไรมาจัดอันดับโฆษณาละ ? คำตอบคือ การประมูล เป็นวิธีการที่ระบบตัดสินใจว่าจะให้โฆษณาตัวไหนขึ้นมาแสดงและโฆษณานั้นจะแสดงในหน้าผลการค้นหาลำดับใด โดยลำดับโฆษณาจะพิจารณาจากเกณฑ์การตัดสินลำดับโฆษณาดังนี้

  • ราคาที่เสนอ ระบบจะแสดงเฉพาะโฆษณาที่มีราคาที่เสนอสูงกว่าตลาด หากราคาตํ่ากว่าตลาดโฆษณาจะแสดงเมื่อโฆษณาของคู่แข่งไม่มีสิทธิ์แสดงแล้วเท่านั้น
  • คุณภาพโฆษณา เช่น ข้อมูลภายในเว็บไซต์ของผู้ลงโฆษณามีเนื้อหาสอดคล้องกับคีย์เวิร์ดที่ใช้โฆษณาหรือไม่ เนื่องจากระบบคำนึงถึงประสบการณ์การใช้งานของผู้บริโภคเป็นหลัก จึงนำปัจจัยเรื่องคุณภาพของโฆษณาเข้ามามีส่วนพิจารณา
  • คุณสมบัติของผู้ใช้งาน เช่น สถานที่ ประเภทอุปกรณ์ เป็นต้น ระบบจะแสดงโฆษณาให้กับผู้ใช้งานตามกลุ่มเป้าหมายของผู้ใช้งานเพื่อให้ตรงกับเป้าหมายมากขึ้น
  • หัวข้อและความสนใจ ระบบจะพิจารณาจากลักษณะข้อความค้นหาของผู้ใช้ เช่น เกณฑ์สำหรับการค้นหาสำหรับผู้ที่สนใจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น

ปัจจัยด้านบนเหล่านี้จะสร้างประสบการณ์การใช้งานให้กับผู้ใช้และผู้ลงโฆษณา ทำให้ผู้ลงโฆษณาเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุดมากขึ้น และผู้ใช้งานจะมองเห็นผลการค้นหาที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้มากขึ้น

2. Google Display Network (GDN) – มองภาพง่ายๆว่าเป็นโฆษณารูปภาพ (แบนเนอร์) ที่จะไปขึ้นตามเว็บไซต์ต่างๆที่เป็นเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่นที่เป็นพาร์ทเนอร์กับทางกูเกิ้ล ซึ่งเหมาะสำหรับธุรกิจที่เปิดตัวใหม่หรือเปิดตัวสินค้าใหม่ ที่อยากจะให้คนรู้จักสินค้าของเรามากขึ้น โฆษณานี้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายตามที่เรากำหนดได้ โดยเลือกตามความสนใจของกลุ่มผู้ใช้ที่ต้องการแสดงโฆษณา ข้อดีของโฆษณาตัวนี้คือ สามารถสร้างการรับรู้ถึงแบรนด์และธุรกิจของเราให้กับผู้ใช้เพื่อสร้างความคุ้นเคย

ตัวอย่างโฆษณา Google Display Network

3. Youtube Campaign – ง่ายๆเลยครับ เวลาที่เราเล่น YouTube มีโฆษณาเข้ามาคั่นระหว่างที่เรากำลังดูวิดีโออยู่ ลักษณะนี้คือการทำโฆษณาวิดีโอที่สร้างการรับรู้ให้กับผู้ใช้งาน ทำให้ผู้ใช้งานรู้จักแบรนด์หรือธุรกิจใหม่ๆมากขึ้น ตัวนี้จะเป็นที่นิยมในตลาดธุรกิจประเทศไทยตอนนี้เลยเนื่องจากสามารถเข้าถึงคนได้เป็นจำนวนมาก แต่ข้อควรระวังของแคมเปญนี้คือ ผู้ใช้ส่วนมากจะให้เด็กดูวิดีโอบนยูทูป ทำให้อาจจะเข้าถึงผู้ใช้ได้ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายเท่าไหร่นัก

4. Shopping Campaign – ลองคิดถึงภาพเว็บไซต์ที่มี E-Commerce เต็มรูปแบบ อย่างเช่น Lazada, Amazon เป็นเว็บไซต์ที่มีการระบุราคาสินค้าและมีการทำธุรกิจผ่านเว็บไซต์ได้เลย อันนี้ง่ายๆตรงๆเลยครับ เหมาะสำหรับเว็บไซต์หรือธุรกิจที่มีสินค้าพร้อมส่งและสามารถทำการซื้อขายได้รวดเร็วผ่านช่องทางออนไลน์

ตัวอย่างโฆษณา Shopping

5. Universal App Campaign – หรือที่เรียกว่า UAC เป็นการทำโฆษณาเพื่อโปรโมตแอพพลิชั่นขึ้นมาใหม่ อยากจะให้คนเข้ามาดาวน์โหลด ตัวโฆษณาจะโชว์ใน Play Store หรือช่องทางอื่นๆ

ทั้ง 5 ประเภทการทำโฆษณา เราจะเห็นได้เลยทุกตัวจะอยู่ในการใช้ชีวิตของเรา ไม่ว่าเราจะเปิดโทรศัพท์มือถือ เข้าไปเล่นเกมส์ ฟังเพลง หรือเข้าเว็บไซต์อื่นๆ ที่นอกเหนือจากกูเกิ้ล ดังนั้นมั่นใจได้เลยครับ การทำโฆษณากูเกิ้ล จะมีผู้คนเข้าถึงธุรกิจของคุณได้อย่างมากขึ้นในโลกออนไลน์