Conversion Tracking ของ Google Ads การทำโฆษณาผ่านช่องทางของ Google Ads ผู้คนส่วนมากจะเข้าใจว่าเราจะสามารถวัดผลโฆษณาได้แค่เฉพาะ จำนวนคลิก (Clicks) และ การแสดงผล (Impressions) ของโฆษณาแต่ในความเป็นจริงแล้วเราสามารถติดตามพฤติกรรมและการกระทำของผู้ใช้งานที่เข้าเว็บไซต์ของเราผ่านช่องทางของโฆษณา Google Ads ได้อย่างละเอียดตามเงื่อนไขที่เราต้องการจะติดตาม ซึ่งในส่วนนี้จะเรียกว่า Conversion และ วิธีการติดตั้ง conversion ทาง Google Ads จะไม่มีการเรียกเก็บค่าบริการใดๆเพิ่มเติม !!

Conversion Tracking ข้อดี

  • สามาถตรวจสอบ Conversion ที่เกิดขึ้นเพื่อนำไปเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายในการลงโฆษณาแต่ละแคมเปญว่าคุ้มทุนหรือไม่
  • สามารถตรวจสอบ Conversion ที่เกิดขึ้นได้ว่าเกิดจาก แคมเปญไหน, โฆษณาตัวไหนและ คีย์เวิร์ดตัวไหน
  • สามารถเปลี่ยน การเสนอราคา เป็น “Conversion สูงสุด” ได้ ซึ่งตัวระบบจะเก็บข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้ที่เคยเกิด Conversion และแสดงโฆษณาให้กับผู้ใช้ที่มีพฤติกรรมใกล้เคียงกับผู้ใช้ก่อนหน้า ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้เราเกิด Conversion มากขึ้น

องค์ประกอบของ Google Ads Conversion

ประเภทของ Conversion

ระบบของกูเกิ้ลจะแบ่งประเภทจุดมุ่งหมายในการโฆษณาที่ต่างกันหลักๆ 4 หัวข้อดังนี้

  • ซื้อ (Purchased) กลุ่มผู้ใช้ที่มีการกระทำซื้อสินค้าภายในเว็บไซต์ จากช่องทางโฆษณาของ Google Ads ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้กดโฆษณาเข้ามาและทำการสั่งซื้อสินค้าหรือบริการภายในเว็บไซต์ เป็นต้น
  • โอกาสในการขาย (Lead) กลุ่มผู้ใช้ที่มีการกระทำที่นำให้เกิดโอกาสในการขายจากช่องทางโฆษณาของ Google Ads ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้มีการแอดไลน์เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม, ผู้ใช้มีติดต่อโทรหาเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เป็นต้น
  • การดูหน้าเว็บ (View of a key page) กลุ่มผู้ใช้ที่มีการเรียกดูหน้าเว็บสำคัญผ่านโฆษณาของ Google Ads ตัวอย่างเช่น มีการเรียกดูหน้าติดต่อเรา, มีการเรียกดูหน้าที่ผู้ลงโฆษณาต้องการสื่อสารกับผู้เข้าชม เป็นต้น
  • ลงชื่อสมัคร (Register) กลุ่มผู้ใช้ที่มีการลงชื่อสมัครจากช่องทางโฆษณาของ Google Ads ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้มีการลงชื่อสมัครสมาชิกกับเว็บไซต์หรือสมัครรับจดหมายข่าว, ผู้ใช้มีการกรอกแบบฟอร์มขอใบเสนอราคา เป็นต้น

มูลค่าของ Conversion (Conversion Value)

มูลค่าของ Conversion คือตัววัดมูลค่าที่ได้จาก Conversion ที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น หากมีการติดตั้ง conversion สำหรับการซื้อสินค้าในเว็บไซต์ – มีผู้เข้าโฆษณาผ่าน Google Ads และทำการสั่งซื้อในเว็บไซต์ ตัวระบบก็จะทำการเก็บมูลค่าการซื้อขายที่เกิดขึ้นมาเป็น Conversion value นั่นเอง ซึ่งจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ ดังนี้

  • ใช้มูลค่าเดียวกันกับทุก Conversion – ใช้สำหรับ conversion ที่ทุก conversion มีราคาเท่ากัน ตัวอย่างเช่น subscription ของ Netflix เป็นต้น
  • ใช้มูลค่าต่างกันสำหรับ Conversion แต่ละรายการ – ใช้สำหรับ conversion ที่แต่ละ conversion มีราคาที่ต่างกัน ตัวอย่างเช่น การซื้อขายของออนไลน์บนเว็บไซต์
  • อย่าใช้มูลค่ากับการกระทำที่ถือเป็น Conversion นี้ – จะใช้งานก็ต่อเมื่อเรายังไม่สามารถระบุยอดขายที่เกิดขึ้นจาก conversion นี้ได้ ตัวอย่างเช่น การเกิดโอกาสในการขาย(แอดไลน์,โทรศัพท์ติดต่อ) หรือการสมัครรับข่าวสาร เป็นต้น

กรอบเวลา Conversion (Conversion window)

ผู้ใช้งานมีการคลิกโฆษณาของเรามาครั้งแรก อาจจะไม่ได้มีการเกิด conversion เลย ซึ่งตัว กรอบเวลา conversion นี้จะเป็นการกำหนดระยะเวลาที่ผู้ใช้งานให้เรา ทางผมขอยกตัวอย่างเช่น ผมเข้าไปที่เว็บไซต์ร้านค้าหนึ่งเพื่อดูสินค้านั้น แต่ผมไม่สะดวกที่จะซื้อสินค้านั้นทันที ตัวระบบของกูเกิ้ลจะรู้ว่าผมคลิกเข้าโฆษณามาที่เว็บไซต์และกรอบเวลา conversion จะมีอายุ 30 วันนับจากวันที่คลิกโฆษณาเข้ามา อยู่มาวันดีคืนดีภายใน 30 วันผมกลับเข้ามาที่เว็บไซต์และซื้อสินค้าซึ่งเป็น conversion ของเว็บไซต์นั้น ผมจะถูกนับว่าเป็น 1 conversion ทันที เนื่องจากผมยังอยู่ในกรอบเวลาอยู่ อีกกรณีหนึ่งคือผมกลับเข้ามาที่เว็บไซต์และซื้อสินค้าเกินระยะเวลา 30 วัน ทางระบบของกูเกิ้ลจะไม่นับว่าผมเป็น conversion ที่เกิดขึ้นจากโฆษณาแล้ว

ตัว กรอบเวลา conversion มีประโยชน์คือ บางกลุ่มธุรกิจทางผู้ใช้งานอาจจะต้องใช้เวลาในการตัดสินใจนานพอสมควรจนกว่าจะเกิด conversion เช่น สินเชื่อบ้าน หรือรถยนต์ เป็นต้น ทำให้เราสามารถกำหนดกรอบเวลา conversion ให้นานขึ้นได้

รูปแบบการระบุแหล่งที่มา (Attribution Model)

ผู้ใช้บางคนอาจจะมีการคลิกโฆษณาของเราผ่าน Google Ads มากกว่าหนึ่งตัว ซึ่งตัวระบบจะไม่รู้ว่าต้องให้เครดิตการเกิด conversion กับโฆษณาตัวไหนหรือคีย์เวิร์ดตัวไหนที่ลูกค้าเข้ามา ซึ่งตัว รูปแบบการระบุแหล่งที่มา จะสามารถทำให้เราเก็บข้อมูลเครดิตของ conversion ตามที่เราต้องการได้ ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ประเภทด้วยกัน

  • คลิกสุดท้าย (Last click) – conversion จะถูกให้เครดิตไปกับโฆษณาตัวสุดท้ายและคีย์เวิร์ดสุดท้ายที่ลูกค้าคลิกโฆษณา
  • คลิกครั้งแรก (First click) – conversion จะถูกให้เครดิตไปกับโฆษณาตัวแรกและคีย์เวิร์ดแรกที่ลูกค้าคลิกโฆษณา
  • เชิงเส้น (Linear) – conversion จะถูกให้เครดิตไปกับโฆษณาและคีย์เวิร์ดที่ผู้ใช้ค้นหาเท่าๆกัน
  • การลดลงตามเวลา (Time Decay) – conversion จะถูกให้เครดิตไปกับโฆษณาและคีย์เวิร์ดที่ใกล้เคียงไปเวลาที่เกิด conversion มากที่สุด
  • ตามตำแหน่ง – conversion จะถูกให้เครดิต 40% แก่ทั้งคลิกแรกและคลิกสุดท้าย และกระจาย 20% ที่เหลือให้คลิกอื่นๆ

วิธีการติดตั้ง Google Ads Conversion Tracking

ในบทความนี้จะมาติดตั้งเครื่องมือวัด conversion ที่เป็นการกระทำง่ายๆ เช่น การคลิกปุ่มแอดไลน์ หรือปุ่มเบอร์โทรศัพท์ในเว็บไซต์ เพื่อที่จะได้ทำการวัดผลว่ามีลูกค้าจากโฆษณากูเกิ้ลเข้ามาคลิกปุ่มเหล่านี้เพื่อทำการติดต่อสอบถามข้อมูลหรือเกิดโอกาสในการขายให้กับเรา โดยขั้นตอนแรกเลย จะต้องมีการติดตั้ง Google Tag Manager ลงบนเว็บไซต์เสียก่อน หากยังไม่มีการติดตั้งรหัสติดตามลงบนเว็บไซต์ ทางผู้อ่านสามารถศึกษาวิธีการติดตั้งผ่านบทความ Google Tag Manager วิธีใช้ และการจัดการแท็กเบื้องต้น

ขั้นตอนแรกเลยให้ทำการเข้าสู่ระบบบัญชี Google Ads ที่เว็บไซต์ https://ads.google.com/ จากนั้นกดไปที่เมนูด้านขวามือบนที่เขียนว่า "TOOLS & SETTINGS" (เครื่องมือและการตั้งค่า) และคลิกไปในส่วนที่เขียนว่า Conversions อยู่ในส่วนของ "MEASUREMENT" (การวัดผล) สังเกตได้จากไอคอนรูปนาฬิกาทราย จากนั้นให้กดไปที่ปุ่มเครื่องหมายบวกสีนํ้าเงิน หรือถ้าหากใครยังไม่เคยสร้างเลย ระบบจะขึ้นปุ่มเขียนว่า "+ Conversion" ให้ทำการกดคลิก

ขั้นตอนถัดไประบบจะให้เลือกว่าเราต้องการที่จะจะติดตั้ง Conversion ไว้ที่แพลตฟอร์มตัวไหน ซึ่งในที่นี้เราจะเลือกอันแรกสุด "เว็บไซต์"

ขั้นต่อถัดไประบบจะให้เราตั้งค่า Conversion พื้นฐานโดนในบทความนี้เราจะมายกตัวอย่างวิธีการแทร็กปุ่มไลน์ หากผู้อ่านต้องการจะแทร็กการคลิกปุ่มไลน์ สามารถตั้งค่าตามนี้ได้เลย

  • หมวดหมู่ -> อื่นๆ
  • ชื่อ Conversion -> แอดไลน์
  • มูลค่า -> อย่าใช้มูลค่ากับการกระทำที่ถือเป็น Conversion นี้ (เนื่องจากเราไม่สามารถตรวจสอบมูลค่าการใช้จ่ายผ่านการแอดไลน์หรือโทรศัพท์ได้ เพราะลูกค้าจะไปจบการขายที่ช่องทางของไลน์หรือโทรศัพท์แทน)
  • จำนวน -> รายการเดียว (สำหรับโอกาสในการขายเช่น แอดไลน์ หรือ โทรศัพท์ ให้ใช้เป็นรายการเดียว)

เมื่อตั้งค่าตามนี้เรียบร้อยแล้วให้เลื่อนลงมาด้านล่างจะสังเกตเห็นปุ่มสีนํ้าเงินที่เขียนว่า "สร้างและดำเนินการต่อ" สามารถกดคลิกได้เลย

ขั้นตอนถัดไประบบจะให้เลือกวิธีการติดตั้ง Conversion ที่เราพึ่งทำการสร้างขึ้นมา ซึ่งในบทความนี้เราจะใช้ Google Tag Manager ในการติดตั้ง ให้คลิกไปที่ "ใช้ Google Tag Manager" ด้านขวาสุด หลังจากนั้นแล้วระบบจะให้ข้อมูลที่สำคัญเรามา 2 อย่างคือ รหัส Conversion และ ป้ายกำกับ Conversion ซึ่งในขั้นตอนถัดไปเราจะนำข้อมูลทั้ง 2 ชุดนี้ไปติดตั้งผ่าน Google Tag Manager กัน (อย่าพึ่งปิดหน้า Google Ads เนื่องจากเราจะต้องเอาข้อมูลมาใส่)

ขั้นตอนถัดไปให้เข้าไปที่หน้าเว็บไซต์ https://tagmanager.google.com/ หลังจากนั้นให้กดไปที่ปุ่ม "New Tag" (แท็กใหม่) เพื่อทำการสร้างแท็กใหม่ และคลิกที่ไอคอนกลมๆสีเทาๆในส่วนของ Tag Configuration (การกำหนดค่าแท็ก) ระบบจะให้เลือกแท็กที่เราต้องการจะติดตั้ง ในที่นี้เราจะเลือกแท็กลำดับที่ 4 จากด้านบนสุดที่ชื่อว่า Google Ads Conversion Tracking (เครื่องมือวัด Conversion ของ Google Ads)

ติดตั้ง Google Ads Conversion ผ่าน Google Tag Manager

ขั้นตอนถัดไประบบจะให้เรากรอกข้อมูล รหัส Conversion และ ป้ายกำกับ Conversion ที่ได้มากจากบัญชี Google Ads ของเรา ให้เราคัดลอกจากหน้า Google Ads มาใส่ได้เลย ในส่วนของช่อง Conversion Value, Order ID และ Currency Code ให้เราเว้นว่างไปได้เลย เนื่องจากเราต้องการแท็กแค่การคลิกปุ่มแอดไลน์เท่านั้น ไม่ได้ต้องการจะแท็กคำสั่งซื้อ

ขั้นตอนถัดไปจะเป็นขั้นตอนการกำหนดเงื่อนไขการทำงานให้กับ Google Tag Manager ว่าให้ส่งข้อมูลนับ 1 conversion แอดไลน์ ก็ต่อเมื่อมีผู้ใช้ที่มาจากโฆษณามาคลิกที่ปุ่มแอดไลน์บนเว็บไซต์ของเรา โดยสามารถทำตามรูปด้านล่างนี้ได้เลย

หลังจากทำเสร็จเรียบร้อยให้ทำการกดปุ่ม Save เพื่อทำการบันทึกการตั้งค่าของแท็กที่เราตั้งค่าไว้ ขั้นตอนสุดท้าย เราจะทำการนำสิ่งที่เราตั้งค่ากันไปใช้งานจริงในเว็บไซต์ โดยผู้อ่านสามารถทำตามขั้นตอนด้านล่างนี้ได้เลย

เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย สามารถกลับมาที่หน้าต่างของบัญชี Google Ads กดปุ่ม ถัดไป และกดปุ่ม เสร็จสิ้น ได้เลย หลังจากนั้นผู้อ่านจะสังเกตเห็นตารางอยู่และมีข้อมูลของตัว conversion แอดไลน์อยู่ในตารางนั้น โดยหลังทำการติดตั้งเรียบร้อยแล้ว ข้อมูลจะเริ่มมีการบันทึก conversion ที่เกิดขึ้นผ่านในเว็บไซต์ของเราผ่านผู้ใช้ที่คลิกโฆษณาเข้ามาและมากดปุ่มแอดไลน์ที่อยู่บนเว็บไซต์เรา